การผ่าตัดลดขนาดจมูกนิยมทำมากในชาวตะวันตก เพราะโดยทั่วไปชาวตะวันตกมีปัญหาจมูกมีขนาดใหญ่ มากกว่าชาวเอเซีย แต่กระนั้นก็ตามชาวเอเซียหลาย คนมีปัญหาจมูกใหญ่ในบางส่วนซึ่งอาจจะแก้ไขด้วย การเสริมซิลิโคนได้แต่บางครั้งก็มีความจำเป็นต้องทำการผ่าตัดลดขนาดกระดูกจมูก และกระดูกอ่อน จมูกเช่นเดียวชาวตะวันตก
กรณีจมูกกว้างและสูง เหมือนจมูกคนตะวันตก การตัดกระดูกเพื่อลดขนาดจมูกจะช่วยทำให้ดูเรียวเล็กมากยิ่งขึ้นซึ่งเป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนกว่าการผ่าตัดเสริมซิลิโคน ภาพแสดงการตัดกระดูกจมูกเพื่อลดความกว้างกระดูกจมูกให้ดูสันจมูกแคบลง
สันจมูกผู้ชายแตกต่างกับผู้หญิง คือระดับของสันจมูกที่ออกจากหน้าผาก (Nasion) จะสูงกว่าผู้หญิงซึ่งสันควรจะโค้งเว้าลงไปเล็กน้อยประมาณ 1-2 มิลลิเมตร การผ่าตัดลดขนาดจมูกที่พบบ่อยได้แก่

1.การผ่านตัดลดโหนกกระดูกกลาสันจมูก ( Humpectomy | Hump Reduction )

1.1 ความยาวซิลิโคนด้านบนที่สูงหรือต่ำเกินไปจากระดับกลางหัวตาทำให้ทรงจมูกสั้นหรือยาวเกินไปไม่ได้สัดส่วนกับความยาวใบหน้า

1.1.1 ระดับสันจมูกปกติ
1.1.2 ระดับสันจมูหเมื่อเทียบกับหัวตาต่ำเกินไป
1.1.3 ระดับสันจมูกเมื่อเทียบกับหัวตาสูงเกินไป

1.2 ความกว้าวซิลิโคลนที่สันจมูกกว้างหรือแคบเกินไปทำให้ทรงจมูกดูกว้างหรือแคบเกินไปไม่ได้สัดส่วนกับความกว้างของใบหน้า

1.2.1 ทรงซิลิโคนที่เหมาะสมกับจมูก
1.2.2 ทรงซิลิโคนกว้างหรือเป็นแท่งเกินไป
1.2.3 ทรงซิลิโคนเป็นสันแคบเกินไป

1.3 ซิลิโคนที่สันจมูกหรือปลายจมูกเอียง โยกได้เพราะไม่ติดกับกระดูกจมูกล่าง เกิดจากการเหลาซิลิโคนที่ไม่ได้ขนาดพอดีกับกระดูกด้านล่าง

1.3.1 ทรงซิลิโคนเอียง และไม่ติดกับกระดูกข้างล่าง

1.4 มีโหนกกระดูกที่กลางสันจมูก หรือสันจมูกโค้ง ทำให้จมูกดูงุ้ม ( มี hump ก่อนเสริมซิลิโคนครั้งก่อนแต่ไม่ได้เอาออกหรือ เหลาซิลิโคนไม่ได้ทรงที่ถูกต้อง )

1.5 ความโค้งที่สันจมูกและรูปของปลายจมูกยังไม่ได้มุมที่เหมาะสม (สันจมูกผู้ชายจะตรงส่วนสันจมูกผู้หญิงจะมีการโค้งเข้าในเล็กน้อย )

2.การตัดกระดูกและกระดูกอ่อนสันจมูเพื่อลดความสูงของกระดูกสันจมูก (Nasal bridge reduction )

2.1 ความยาวปลายจมูกสั้นหรือยาวเกินไป จากโครงรสร้างจมูกเดิมเอง หรือจากซิลิโคนที่เคยใส่ไเข้าไป

2.1.1 ปลายจมูกสั้นและเชิดเกินไป
2.1.2 ปลายจมูกยาวและงุ้มเกินไป

2.2มีแผลเป็นหรือการผิดรูปของจมูกเนื่องจากเคยมีการผ่าตัดเสริมซิลิโคนจมูกแล้วเกิดการทะลุ

2.3 ซิลิโคนทะลุออกที่ปลายหรือในรูจมูก

2.4 เนื้อจมูกที่ปลายบางสีขาวซีด หรือ ซ้ำซิลิโคน หนาเกินไปไม่เหมาะกับความหนาของผิดหนังจมูก

3.การตัดยุบกระดูกเพื่อลดความกว้างของกระดูกสันจมูก (Nasal Osteotomy)

4.การผ่าตัดลอความงุ้ม ยาวของกระดูกอ่อนที่ปลายจมูก และลดความกว้างปลายของปลายจมูก ( Nose Tip Refinement )

การผ่าตัดนี้จะมีการตัดกระดูกอ่อนที่ปลายจมูกออกเพื่อให้กระดูกปลายจมูกที่บานออกแคบลงและเข้าหากันจนเห็นเป็นปลายจมูกเล็กและชัดเจนขึ้น

การทำจมูกเทคนิคเปิดจะมีแผลที่ฐานจมูก

การทำจมูกด้วยวิธีนี้มีโอกาสเกิดร่องรอยไว้ภายนอก แล้วทำไมถึงนิยมทำกันล่ะ ?

นั่นเป็นเพราะว่าการทำจมูกด้วยเทคนิคนี้สามารถปรับแต่งรูปจมูกสั้นให้ยาวขึ้น แก้จมูกที่ใหญ่ให้เล็กลง แก้จมูกคตให้ตรง แก้จมูกโก่งให้เรียบ ในประเทศไทยการผ่าตัดด้วยเทคนิคนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะการผ่าตัดต้องอาศัยความชำนาญเฉพาะด้านและมีค่าใช้จ่ายสูงมาเมื่อเทียบกับกรเสริมจมูกด้วยซิลิโคลนทั่วๆ ที่นิยมทำกัน

แล้วมันจะดีกว่าการเสริมซิลิโคลนจริงๆเหรอ ?

ต้องเข้าใจก่อนว่าซิลิโคนเสริมจมูกนั้นถึงแม้จะมีเกรดสูงอ่อนนุ่ม หรือมีเทคนิคการเหลาพิเศษแค่ไหนก็ตามก็เป็นเพียงซิลิโคน ไม่สามารถนำมาใช้แก้ไขรูปจมูกได้มากนัก อย่างไรก็ดีหากมีพื้นฐานจมูกที่ดีอยู่แล้ว การเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียวก็ทำให้สวยได้ ดังนั้นถึงแม้จะผ่าตัดเสริมจมูกด้วยซิลิโคลนด้วยหมอคนเดียวกัน บางครั้งอาจจะสวย บางครั้งอาจไม่สวย ก็ขึ้นกับพื้นฐานเดิมของจมูก

เสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหู

เพราะเหตุใดควรเลือกวิธีการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังใบหู

การใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูมาช่วยเสริมจมูก คืออีกหนึ่งเทคนิคที่ทางการแพทย์เลือกใช้ ในกรณีที่คนไข้ที่มีหนังปลายจมูกที่บางมาก หากใช้ซิลิโคนเพื่อทำเป็นทรงหยดน้ำ จะเสี่ยงต่อการทะลุได้ จึงต้องใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูมาช่วยเสริมรองตำแหน่งปลายจมูก ทั้งนี้ยังมีอีกหนึ่งกรณี ที่สามารถใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูมาช่วยเสริมจมูกคือ ต้องการเสริมจมูกบางส่วน เช่น ปลายจมูก หรือบริเวณสันจมูก โดยเสริมในปริมาณไม่มาก และไม่ต้องการเสริมด้วยซิลิโคน ซึ่งการใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูจะมีข้อดี คือไม่เป็นสารแปลกปลอม

อีกหนึ่งข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามคือ กระดูกหูนั้นมีขนาดที่พอเหมาะ พอดี

เพราะปลายความโค้งจะใกล้เคียงกันพอดี เป็นตัวช่วยสำคัญให้ได้จมูกรูปทรงหยดน้ำ อีกทั้งเมื่อนำออกมาใช้ยังไม่ทำให้ใบหูผิดรูปอีกด้วย ซึ่งเสริมจมูกด้วยวิธีนี้จะทำให้ซิลิโคน กระดูกใบหู และไขมันวางเรียงซ้อนจนดูเป็นเนื้อเดียวกันอย่างธรรมชาติ เมื่อมีเลือดมาหล่อเลี้ยงจะเชื่อมต่อกันอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ ยังเป็นเนื้อเยื่อของตัวเองไม่เป็นของแปลกปลอมในร่างกาย และเมื่อมีการเอาเยื่อหุ้มกระดูกมาด้วยจะช่วยลดการหดตัวและทำให้เลือดไปเลี้ยงได้ง่ายขึ้น โอกาสติดเชื้อก็จะน้อยลงตามไปด้วย และสามารถอยู่ได้ตลอดชีพอีกด้วย

ข้อจำกัดของการเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังหู

การเสริมจมูกโดยการใช้กระดูกอ่อน ก็เหมือนกับการปลูกย้ายเนื้อเยื่อ ถ้าปลูกติดก็จะอยู่ตลอดไป ส่วนผลระยะยาวขึ้นกับความแข็งของกระดูกอ่อน และเยื่อพังผืดที่เกิดขึ้นระหว่างการผ่าตัด หากมีเยื่อพังผืดมาก และหดรั้งกระดูกอ่อนที่ปลูกติดแล้วมีโอกาสบิดผิดรูปได้ ในบางรายมีปัญหา คือเห็นหรือคลำรอยต่อของกระดูกอ่อนได้ โดยเฉพาะในรายที่มีผิวหนังบางอย่างไรก็ตาม

การเสริมจมูก ด้วยกระดูกอ่อนของใบหูสามารถทำได้เช่นกัน แต่ก็มีข้อจำกัดคือ คุณต้องมีโครงสร้างจมูกเดิมที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว และต้องการแต่งเสริมบางส่วนเท่านั้น ส่วนคนที่มีดั้งจมูกน้อย หากจะใช้การเสริมด้วยกระดูกอ่อน ก็ต้องใช้ในปริมาณที่มากเพียงพอเพื่อให้ได้รูปทรงตามต้องการ แต่กระดูกอ่อนใบหูในส่วนที่จะนำมาใช้ได้นั้น มีปริมาณจำกัด หากใช้มากกว่านั้น ก็มีโอกาสที่ใบหูจะผิดรูปได้ จึงควรใช้ซิลิโคนในการเสริมจมูก ซึ่งจะให้ผลดีและได้รูปทรงของจมูกตามต้องการมากกว่า

จะทำให้หูแหว่งหรือผิดรูปได้หรือไม่

ไม่ทำให้หูแหว่ง หรือผิดรูปอย่างแน่นอน เพราะกระดูกหูที่เรานำมาเสริมปลายจมูกได้มาจากกระดูกหูส่วนแอ่งของใบหูเท่านั้น ไม่ได้เอามาทั้งใบหูที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ การเปิดแผลเพื่อเอากระดูกอ่อนนั้น อาจเปิดทางด้านหน้าหรือด้านหลังก็ได้ แต่ส่วนใหญ่จะนิยมเปิดแผลด้านหลังมากกว่า เพราะมองไม่เห็นแผลจากด้านหน้า

ผู้ที่เหมาะแก่การเสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังหู

กรณีที่คนไข้ที่มีหนังปลายจมูกที่บางมาก แต่อยากได้จมูกทรงหยดน้ำ ผู้ที่มีจมูกสั้นที่ต้องการเสริมปลายจมูกให้ยาวขึ้น

เคสแก้ไข ผู้ที่มีปัญหาซิลิโคนทะลุที่ปลายจมูก

เคสเสริมจมูกใหม่ที่ต้องการเสริมปลายจมูกเป็นพิเศษ

ผู้ที่มีโครงสร้างจมูกเดิมที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว และต้องการแต่งเสริมบางส่วนเท่านั้น เช่น เสริมเฉพาะตรงสันจมูกให้โด่งขึ้น หรือ เพิ่มปลายจมูกให้ยาวขึ้น ผู้ที่ไม่ประสงค์จะเสริมจมูกด้วยซิลิโคน

ข้อดีของการใช้กระดูกอ่อนเสริมตรงปลายจมูกคือ

ลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ป้องกันความเสี่ยงจากการทะลุ การทำให้ผิวหนังตรงปลายจมูกบางจนเกินไป มีโอกาสเบี้ยวได้น้อยกว่า

ปลายจมูกสวยและดูเป็นธรรมชาติมากกว่า

จมูกอยู่ทรงมากกว่า

การเตรียมตัวก่อนทำการเสริมจมูกด้วยกระดูกหลังหู

เนื่องจากเป็นการทำผ่าตัดโดยใช้ยาชาเฉพาะที่ ไม่ต้องดมยาสลบ จึงไม่ต้องอดอาหาร แต่ก็ไม่ควรทานจนอิ่มเกินไป เพราะระหว่างนอนทำผ่าตัด ซึ่งใช้เวลานอนประมาณ 1 ชั่วโมง อาจจะเกิดอาการแน่นอึดอัดท้องได้ ไม่ควรใช้เครื่องสำอางค์ใดๆในบริเวณใบหน้า อันจะทำให้สกปรก ยากแก่การเช็ดออกก่อนผ่าตัด ตลอดจนเป็นบ่อเกิดการติดเชื้อโรคได้ หากมีการรับประทานวิตามินอี กลุ่มยาห้ามเลือด ยาลดการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน ควรหยุดรับประทาน 7-10 วัน เพราะอาจเป็นเหตุให้เลือดออกง่าย และออกมากกว่าปกติ สระผมให้สะอาดก่อนมาผ่าตัด เพราะอาจจะสระผมไม่สะดวกในวันแรกๆหลังผ่าตัด งดสูบบุหรี่ก่อนผ่าตัด 2 อาทิตย์และหลังผ่าตัด 4 อาทิตย์

วิธีการรักษา

แพทย์จะวัดส่วนสัดของจมูกเดิม แล้วทำการพิจารณาเปรียบเทียบกับ ส่วนสัดของ จมูก ที่สวยงาม ว่าจะต้องทำการแก้ไขส่วนใดของจมูกบ้างและต้องเสริมสูงแค่ไหนในแต่ละส่วน และค่าต่างๆเหล่านี้จะนำมาเป็นต้นแบบในการเหลา ซิลิโคน ให้เข้าพอดีกับฐานจมูกเดิมเป็นรายๆไป

โดยแพทย์จะทำการวาดเส้นกึ่งกลางจมูกโดยการวัดเพื่อเป็นการกะให้ซิลิโคนที่เสริมอยู่ตรงกลางไม่เอียงไปข้างใดข้างหนึ่งจากนั้นแพทย์จะใช้ยาชาฉีดที่บริเวณจมูกและหลังใบหูเพื่อระงับความรู้สึกเจ็บขณะผ่าตัด เมื่อยาชาออกฤทธิ์ หูและจมูกจะรู้สึกชา

แพทย์จะทำความสะอาดบริเวณหูที่จะทำการผ่าตัดเพื่อนำกระดูกอ่อนหลังหูมาแต่งปลายซิลิโคนโดยใช้เทคนิคพิเศษทรงหยดน้ำ และทำความสะอาดในรูจมูกเพิ่มเติมสำหรับใช้เป็นแผลทางเข้าของซิลิโคน ขนาดประมาณ 8-10 มิลลิเมตร

หลังจากทำให้เกิดช่องว่างใต้ผิวหนังและเหนือต่อกระดูกของจมูกตามแนวเส้นกึ่งกลาง ก็จะนำซิลิโคนที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว เสริมเข้าทางแผลในรูจมูกไปอยู่ในเนื้อที่ว่างดังกล่าว

ซิลิโคนจะวางอยู่บนกระดูกสันจมูกเดิมในเนื้อที่ที่จำกัดพอดี ทำให้ไม่สามารถขยับไปมาหรือเคลื่อนที่ได้ หลังจากปรับแต่งรูปทรงซิลิโคนและตรวจสอบจน จมูกได้รูปทรงที่สวยงามแล้ว ก็จะทำการเย็บปิดแผลด้วยไหมละลาย

ลักษณะแผลผ่าตัด

แผละจะถูกซ่อนอยู่ในรูจมูกข้างใดข้างหนึ่ง ขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร ซึ่งจะไม่สามารถมองเห็นแผลจากภายนอก ไหมจะละลายเองภายใน 10 วัน ไม่ต้องตัดไหม

สิ่งที่เกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัด

อาจมีเลือดซืมออกมาจากรูจมูกเล็กน้อย ซึ่งผู้ป่วยสามารถใช้ผ้าก๊อซ หรือ สำลีสะอาดซับเลือด ดังกล่าวได้เอง โดยบางกรณีแพทย์อาจจะมีการใช้วัสดุปิดแผลอุดบริเวณรูจมูกเพื่อซับเลือดดังกล่าว ซึ่งผู้ป่วยสามารถเอาวัสดุดังกล่าวออกได้เองหลังจากการผ่าตัด 1 วัน บริเวณใบหน้าของคุณจะบวมขึ้นโดยเฉพาะในวันแรก โดยคุณสามารถลดปัญหานี้ได้โดยการนอนยกหัวสูง

จะมีพลาสเตอร์ปิดบริเวณ ดั้งจมูก จนถึงปลายจมูก ซึ่งห้ามผู้ป่วยเอาพลาสเตอร์ดังกล่าวออกเอง โดยแพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อเอาพลาสเตอร์ออกให้ภายใน 1 อาทิตย์ ถ้ามีวัสดุที่ใส่ไว้ในโพรงจมูก โดยทั่วไปจะสามารถเอาออกได้ภายใน3 วันอาจรู้สึกปวด ไม่ค่อยสบาย โดยแพทย์จะสั่งยาบางชนิดเพื่อลดปัญหาดังกล่าว

อาการช้ำบวมบริเวณจมูกสามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติ โดยอาการจะบวมมากขึ้นเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นอาการบวมจะน้อยลงไปเรื่อยๆ อาการบวมดังกล่าวนี้ อาจทำให้ลักษณะของจมูกดูยังไม่เป็นปกติซักระยะหนึ่ง ผู้ป่วยจึงไม่ต้องไปกังวล โดยแพทย์จะทำการติดตามผลผู้ป่วยเป็นระยะๆต่อไป

คุณสามารถไปทำงานตามปกติได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น (ยกเว้นแต่กรณีที่บวมมาก อาจรอให้ยุบบวม)

ข้อควรปฏิบัติหลังทำศัลยกรรมจมูกด้วยซิลิโคนและกระดูกอ่อนหลังใบหู

อาจมีเลือดซืมออกมาจากรูจมูกเล็กน้อย ซึ่งผู้ป่วยสามารถใช้ผ้าก๊อซ หรือ สำลีสะอาดซับเลือด ดังกล่าวได้เอง โดยบางกรณีแพทย์อาจจะมีการใช้วัสดุปิดแผลอุดบริเวณรูจมูกเพื่อซับเลือดดังกล่าว ซึ่งผู้ป่วยสามารถเอาวัสดุดังกล่าวออกได้เองหลังจากการผ่าตัด 1 วัน บริเวณใบหน้าของคุณจะบวมขึ้นโดยเฉพาะในวันแรก โดยคุณสามารถลดปัญหานี้ได้โดยการนอนยกหัวสูง

จะมีพลาสเตอร์ปิดบริเวณ ดั้งจมูก จนถึงปลายจมูก ซึ่งห้ามผู้ป่วยเอาพลาสเตอร์ดังกล่าวออกเอง

โดยแพทย์จะนัดผู้ป่วยเพื่อเอาพลาสเตอร์ออกให้ภายใน 1 อาทิตย์ ถ้ามีวัสดุที่ใส่ไว้ในโพรงจมูก โดยทั่วไปจะสามารถเอาออกได้ภายใน3 วัน

อาจรู้สึกปวด ไม่ค่อยสบาย โดยแพทย์จะสั่งยาบางชนิดเพื่อลดปัญหาดังกล่าว

าการช้ำบวมบริเวณจมูกสามารถเกิดขึ้นได้เป็นปกติ โดยอาการจะบวมมากขึ้นเล็กน้อยในช่วง 2-3 วันแรก หลังจากนั้นอาการบวมจะน้อยลงไปเรื่อยๆ

อาการบวมดังกล่าวนี้ อาจทำให้ลักษณะของจมูกดูยังไม่เป็นปกติซักระยะหนึ่ง ผู้ป่วยจึงไม่ต้องไปกังวล โดยแพทย์จะทำการติดตามผลผู้ป่วยเป็นระยะๆต่อไป

คุณสามารถไปทำงานตามปกติได้ทันทีในวันรุ่งขึ้น (ยกเว้นแต่กรณีที่บวมมาก อาจรอให้ยุบบวม)

ข้อควรปฏิบัติหลังทำศัลยกรรมจมูกด้วยซิลิโคน

ภายในวันแรก อาจมีเลือดซึมบริเวณแผลในรูจมูกเล็กน้อย ผู้ป่วยสามารถใช้สำลีหรือผ้าก๊อซซับเลือดได้ แต่ห้ามให้ผู้ป่วยใช้นิ้วมือบีบจมูกเพราะอาจทำให้จมูกบิดเอียงได้ หลังผ่าตัดให้ทานยาแก้ปวดทุก6ชั่วโมงในวันแรก เพื่อลดปัญหาบวมบริเวณแผลผ่าตัด ให้ผู้ป่วยนอนยกหัวสูงในระยะแรกๆ ร่วมกับการประคบเย็นบริเวณแผลผ่าตัดใน 48 ชั่วโมงแรก หลังจาก 48 ชั่วโมงนั้นให้เปลี่ยนมาเป็นประคบอุ่นแทน

ทำแผลทุกวัน วันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น โดยใช้ไม้พันสำลีชุบน้ำที่สะอาดเช็ดคราบเลือดบริเวณปากรูจมูกออก เสร็จแล้วป้ายแผลด้วยยาครีม สำหรับคนที่ใส่แว่นจะต้องปรับที่รองแว่นข้างจมูกไปในตำแหน่งที่ไม่ใช่บริเวณสันของดั้งจมูก และอาจจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์อ่อนนุ่มอื่นๆ เพื่อลดแรงกดบริเวณจมูก หลีกเลี่ยงการทำให้แผลโดนน้ำแบบเปียกโชกในช่วงแรก

ห้ามสั่งน้ำมูกแรงๆ ประมาณ 1 อาทิตย์

ในกรณีที่เย็บด้วยไหมไม่ละลาย แพทย์จะนัดผู้ป่วยมาทำการตัดไหมหลังผ่าตัดประมาณ 14 วันหลังผ่าตัด

กรณีที่มีจามมีน้ำมูก สามารถสั่งน้ำมูกเบาๆและเช็ดออกได้ โดยไม่ต้องบีบจมูก

รับประทานยาตามที่แพทย์สั่ง และติดตามผลตามที่แพทย์นัดอย่างสม่ำเสมอ

ห้ามขยี้ หรือเลี่ยงการกระทบกระแทกจมูกแรงๆ เป็นเวลานาน 3 เดือน

หลีกเลี่ยงการเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีโอกาสเสี่ยงต่อการกระแทกจมูกแรงๆ ตลอดไป

เวลานอนให้นอนราบไม่นอนตะแคงหรือเอาหมอนรองทั้ง2ข้างกันไม่ให้นอนตะแคง

วัสดุปิดที่จมูกกันไม่ให้บวมหรือเคลื่อนช่วงแรกถ้าคันมากให้มาพบแพทย์เพื่อดูอาการและทำแผล

หลีกเลี่ยงกิจกรรมบางอย่าง เช่นการออกกำลังกาย หรือกิจกรรมที่อาจกระทบกระแทกบริเวณจมูกได้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 เดือน ไม่ออกทำงานกลางแดดเป็นเวลา 1 เดือน

การติดตามผลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการผ่าตัดชนิดนี้ และถ้ามีความผิดปกติใดๆ ที่เกิดขึ้นบริเวณจมูกคุณควรรีบแจ้งให้แพทย์ทราบทันที

หลีกเลี่ยงการกินของหมักดอง ปลาร้า เนื้อดิบ อากาศเย็นจัด หรือร้อนจัด

อาการผิดปกติที่ควรรีบกลับมาปรึกษาแพทย์

อาการเลือดออกจมูกเป็นปริมาณมาก

อาการปวด บวมบริเวณจมูกมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

อาการอื่นๆ ที่ผู้ป่วยรู้สึกสงสัยว่าผิดปกติ